ศิลปะ ด้าน วิจิตรศิลป์

ศิลปะ ด้าน วิจิตรศิลป์ ถูกสร้างขึ้นตามจินตนาการของมนุยษ์ ส่วนใหญ่จะถูกสร้างขึ้นเพื่อชมความสวยงาม มากกว่าการใช้ประโยชน์ ซึ่งงานศิลปะส่วนใหญ่ที่เราได้เห็น ก็จะพบว่าผลงานแต่ละชิ้นที่สร้างขึ้น ล้วนแล้วแต่สร้างขึ้นจากฝีมือมนุยษ์ จึงทำให้ชิ้นงานนั้น มีความประนีต และอาจจะเป็นชิ้นงานเดียวในโลกอีกด้วย ด้วยเหตุนี้เองจึงทำให้วิจิตรศิลป์ ถือเป็นศิลปะอย่างนึงที่น่าสนใจ ซึ่งวันนี้เราก็ได้นำความรู้เกี่ยวกับประเภทของศิลปะมาให้ศึกษากันอีกแล้ว พร้อมแล้วเราไปกันเลย  

ศิลปะ ด้าน วิจิตรศิลป์ คือ งานศิลปะที่สร้างขึ้นเพื่อจุดหมายของความสวยงามและความพึงพอใจ มากกว่าจะคำนึงถึงประโยชน์ใช้สอย หรือที่เรียกอีกอย่างว่า ศิปะบริสุทธิ์ เพราะศิลปินส่วนใหญ่จะสร้างสรรค์ผลงานออกมาตามความพึงพอใจ ความบริสุทธิ์ใจ โดยไม่หวังประโยชน์ใด หรือ อาจจะมีบ้างตามความละเอียดและแนวคิดให้ดูแปลกหูแปลกตา หรูหราเกินความจำเป็นแก่ประโยชน์ของมัน สิ่งเหล่านนี้เรียกว่า ประณีตศิลป์ ซึ่งวิจิตรศิลป์ แบ่งออกเป็น 8 ประเภท ดังนี้

ทำความรู้จัก ศิลปะ ด้าน วิจิตรศิลป์

จิตรกรรม

1.จิตรกรรม คือ งานเขียนอย่างหนึ่งที่มีการสร้างสรรค์ผลงานลงบนกระดาษ ไม้อัด ผ้าใบ หรือ ตามผนังปูน สีที่นำมาใช้ส่วนใหญ่จะเป็น สีน้ำ สีโปสเตอร์ สีฝุ่น สีชอล์ก สีน้ำมัน สีอะคริลิก ผงถ่านคาร์บอน ภาพที่ใช้ในการรังสรรค์ผลงานส่วนใหญ่ จะเป็นภาพคนเหมือน ภาพสัตว์ ภาพทิวทัศน์บนบก ภาพทิวทัศน์ทะเล ภาพหุ่น ภาพนิ่ง หรือแม้แต่ภาพประกอบ

องค์ประกอบสำคัญของงานจิตกรรม

  1. ผู้สร้างงาน หรือ ผู้วาด เรียกว่า จิตกร
  2. วัสดุที่ใช้รองรับการวาด เช่น กระดาษ ผ้า ผนัง เป็นต้น 
  3. สี เป็นสิ่งที่แสดงออกถึงอารมณ์ หรือ เนื้อหาในภาพวาด 

งามจิตรกรรมเป็นงานศิลปะที่เก่าแก่ดั้งเดิมของมนุยษ์ เริ่มตั้งแต่มนุยษ์มีการขีดเขียนบนผนังถ้ำ บนร่างกาย บนภาชานะเครื่องใช้ต่างๆ จนก่อให้เกิดการพัฒนามาเป็นวาดภาพในปัจจุบันเพื่อใช้ในการตกแต่ง การวาดภาพเป็นพื้นฐานของงานศิลปะประเภทอื่นๆ ซึ่งผู้สร้างสรรค์ผลงาน จะเรียกว่า จิตกร นั้นเอง

งานจิตรกรรม แบ่งออกได้ 2 ชนิด คือ 

  • การวาดเส้น การวาดภาพโดยใช้ปากกา หรือ ดินสอ ขีดเขียนลงไปบนพื้นผิววะสดุที่รองรับเพื่อให้เกิดภาพการวาดเส้น คือ การขีดเขียนให้เป็นเส้นเล็กหรือเส้นใหญ่ก็ได้ มักมีสีเดียว แต่การวาดเส้นไม่ได้จำกัดที่จะต้องใช้สีเดียว อาจจะมีสีหลายๆ สีก็ได้ การวาดเส้นนั้นถือเป็นพื้นฐานที่สำคัญสำหรับชิ้นงานศิลปะแทบทุกชนิด
  • การระบายสี เป้นการวาดภาพโดยใช้พู่กัน หรือ แปรง มาระบายให้เกิดเป็นภาพ การระบายสีต้องใช้ทักษาะการควบคุมสีและเครื่องมือมากกว่าการวาดเส้น ผลงานการระบายสีจะสวยงาม เหมือนจริง และสมบูรณ์แบบมากขึ้นกว่าเดิม
ประติมากรรม

2. ประติมากรรม คือ งามศิลป์กรรมที่สร้างเป็นรูปทรง 3 มิติ โดยการแกะสลัก การปั้น หรือ อาจจะให้วิธีการา่มกันแบบหลากหลาย เช่น การหล่อ การทุบ การเคาะ การตี วัสดุที่นำมาสร้างสร้างสรรค์ผลงานส่วนใหญ่จะเป็น ดิน ขี้ผึ้ง สบู่ ไม้ หิน ปูนปลาสเตอร์ หรือ โลหะต่างๆ ผลงานประติมากรรมอาศัยความ 3 มิติ ที่มีทั้งความกว้างและความยาว รวมไปถึงความหนาหรือความลึกรวมทั้งปริมาณต่างๆของรูปทรงชนิดนั้นด้วย งานประติมากรรมนั้น แบ่งออกเป็น 3 ลักษณะ คือ 

  • ประติมากรรมนูนต่ำ ลักษณะของงานจะเป็นเส้นหรือเป็นแอ่งลึกลงไปเพียงเล็กน้อย หรือผลงานมีความนูนจากพื้นขึ้นมาเพียงเล็กน้อยสามารถมองเห็นความหนาได้เพียงด้านเดียว เช่น เหรียญ ศิราจารึก เป็นต้น
  • ประติมากรรมนูนสูง ลักษณะของงานจะนูนสูงขึ้นมาพอสมควรมากกว่าแบบนูนต่ำ สามารถมองเห็นด้านข้างของงานได้ เช่นรูป แกะสลักเทพอัปสรตามวัด รูปแกะสลักที่ฐานอนุสาวรีย์ประชาธิปไตร เป็นต้น
  • ประติมากรรมลอยตัว ลักษณะงานคือ สามารถมองเห็นชิ้นงานได้รอบด้าน เช่น การหล่อรูปแบบต่างๆ การหล่อพระประธานในอุโบสถ เป็นต้น

การออกแบบปติมากรรมจะแบ่งออกเป็น 2 ลักษณะ คือ 

  1. การออกแบบสองมิติ
  2. การออกแบบสามมิติ
สองมิติ

การออกแบบสองมิติ เป็นการออกแบบบนระนาบที่รองรับ ซึ่งตรวจสอบมิติได้เพียงความกว้าง และความบาม ไม่มีความหนาให้ตรวจสอบ

มิติที่ตรวจสอบได้ เป็นการออกแบบให้มีรูปร่างต่างๆ โดยใช้ส่วนประกอบของการออกแบบ สามารถรับรู้และตรวจสอบมิติกว้างยาวบนผิวหน้าได้

มิติที่ตรวจสอบไม่ได้ เป็นการออกแบบสองมิติ แต่ในการมองเห็นด้วยสายตา และความรู้สึกดูเหมือนว่าภาพสามมิติ แต่ตรวจสอบไม่ได้ด้วยการวัดเช่น ภาพถ่ายรูปโต๊ะ ศึ่งสามารถรับรู้ได้ว่ามีความกว้างความยาวและความหนา แต่ภาพที่ปรากฏมีเพียงความกว้างและความยาว ซึ่งไม่สามรถตรวจสอบความหาของโต๊ะในรูปภาพได้ เรียกภาพเหล่านี้ว่า มิติมายา หรือ มิติลวง 

การออกแบบสามมิติ เป็นการออกแบบรูปทรงซึ่งมีปริมาตร มีมิติทั้งสาม คือ ความกว้าง ความยาว และความหนา ให้ตรวจสอบได้ ลักษณะทางกายภาพเป็นตัวเป็นตน สามารถสัมพันธ์ได้

สิ่งสำคัญของการออกแบบงานสามมิติ 

รูปทรง จะต้องมีลักษณะเป็นสามมิติ แสดงได้ถึงความกว้าง ความยาว และความหนา ได้แก่ รูปทรงจากธรรมชาติและสิ่งมีชีวิต รูปทรงเลขาคณิต เป็นต้น

ปริมาตร มีความสำคัญกับรูปทรงโดยตรง รูปทรงจะเน้นความสวยงามของลีลาทรวดทรง แต่ปริมาตรจะเน้นการกินระวางเนื้อที่ในอากาศ ความหนา บาง ทึบตัน โปร่งหรือกลวงของรูปทรงด้วย

ลักษณะพื้นผิว พื้นนอกที่แสดถึง ความขรุขระ เรียบเนียน ทางการมองเห็นการถ่ายทอดในรูปแบบงาน ประติมากรรม การถ่ายทอดในรูปแบบประติมากรรม เป็นกระบวนการในการสร้างใช้ โดยกลวิธีต่างๆ ผ่านวัสดุอุปกรณืและผ่านสื่อกลางที่นำไปถ่ายทอด เช่น ดิน หิน ปูน ทราย ไม้ เหล็ก เป็นต้น ขึ้นอยู่กับศิลปินที่จะถ่ายถอดออกมาในรูปแบบไหน

ศิลปะ ด้าน วิจิตรศิลป์ สถาปัตยกรรม

3. สถาปัตกรรม คือ การออกแบบก่อสร้างอาคารสถานที่ เช่น ที่อยู่อาศัย สาธารณสถาน ศาสนสถาน โดยต้องคำนึงถึงประโยชน์ใช้สอย ความแข็งแรงทนทาน และความสวยงามน่าชื่นชม ซึ่งหากงานก่อสร้างอาคารสถานที่ใดมีความวิจิตร หรือ ตกแต่งสวยงามเกิดจุดมุ่งหมายเพียงแค่พักอาศัยหรือใช้สอยอย่างอื่น ก็จะยิ่งเพิ่มมูลค่าให้กับทางวิจิตรศิลป์มากขึ้น 

คุณค่าของสถาปัตยกรรม ขึ้นอยู่กับองค์ประกอบดังนี้ 

  1. การจัดสรรบริเวณที่ว่างให้สมดุลกันของส่วนต่างๆ ทั้งภายในและถายนอก
  2. การออกแบบรูปทรงสถาปัตยกรรมให้เหมาะสมแก่ประโยชน์และสิ่งแวดล้อม
  3. การเลือกวัสดุที่นำมาใช้ให้เหมาะสมและกลมกลืน

จุดประสงค์ของการสร้างสถาปัตยกรรม ได้แก่ 

  • เป็นที่อยู่อาศัย
  • ใช้เป็นที่พักชั่วคราว โดยมุ่งเน้นความสวยงามประกอบไปด้วยประโยชน์ต่อการใช้สอย เช่น โรงภาพยนต์ สนามกีฬา เป็นต้น
  • เป็นที่หยึดเหนียวจิตใจ หรือ สิ่งที่ควรค่าแก่การยกย่อง โดยเน้นความสวยงามอย่างวิจิตรพิสดาร เพื่อตอบสนองอารมณ์และจิตใจ ในด้านความเชื่อ ความศรัทธาต่อศาสนา
  • เป็นศูนย์รวมจิตใจของประชาชนที่มีต่อพรมหากษัตริย์ ทั้งเป็นที่อยู่อาศัย และ สถานที่พิธีกรมมต่างๆ 
  • สถาปัตยกรรมแบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ 
  • สถาปัตยกรรมแบบเปิด เป็นสิ่งก่อสร้างที่ทุกคนสามารถเข้าไปใช้ประโยชน์ได้ เช่น อาคารบ้านเรือน โรงแรม โบสถ์ จึงต้องจัดสภาพต่างๆ ให้สะดวกต่อการเข้าไปใช้งาน เช่น แสงสว่าง และการระบายกาศ
  • สถาปัตยกรรมแบบปิด เป็นสิ่งก่อสร้างอันเนื่องมาจากความเชื่อต่างๆ จึงทำให้คนทั่วไปไม่สามรถเข้าอาศัยอยู่ได้ เช่น สุสาน อนุสาวรีย์ เจดีย์ต่างๆ สิ่งก่อสร้างเหล่านี้จะประดับตกแต่งให้สวยงามมากน้อยตามความเชื่อถือ สถาปัตยกรรมเป็นชิ้นงานทัศนศิลป์ที่คงสภาพอยู่ได้นานที่สุด  
วิจิตรศิลป์แบบพิมพ์

4. ภาพพิมพ์ คือ ชิ้นงานที่มีลักษณะเป็น 2 มิติ บนพื้นระนาบคล้ายกับงานจิตรกรรม แต่จะต่างกันตรงที่ ภาพพิมพ์จะต้องถูกสร้างสรรค์บนแม่พิมพ์ก่อน แล้วจึงนำไปพิมพ์บนแผ่นภาพ การพิมพ์มีหลายเทคนิค เช่น ภาพพิมพ์ตะแกรงไหม ภาพพิมพ์กัดกรด ภาพพิมพ์สเตนซิล หรือ ภาพพิมพ์แกะไม้ เป็นต้น

ศิลปะ ด้าน วิจิตรศิลป์ สื่อผสม

5. สื่อผสม คือ งานวิจิตรศิลป์ที่ผสมผสานงานจิตรกรรม ประติมากรรม ภาพพิมพ์ หรือเทคนิคต่างๆเข้าไว้ด้วยกัน อาจจะมีลักษณธเป็น 2-3 มิติ ก็ได้ แล้วแต่ศิลปิน

ศิลปะ ด้าน วิจิตรศิลป์ ศิลปะภาพถ่าย

6. ศิลปะภาพถ่าย คือ การถ่ายภาพที่จัดอยู่ในวิจิตรศิลป์นั้น เป็นการถ่ายภาพที่ใช้เทคนิคและวิธีการที่แปลกกว่าการถ่ายภาพทั่วไป ที่ทำให้ผู้ชมนั้นเกิดความคิด เจริญทางสติปัญญา มีผลในทางสร้างสรรค์ ไม่ใช่การถ่ายภาพอนาจาร

วิจิตรศิลป์วรรณกรรม

7. วรรณกรรม คือ งานประพันธ์ต่างๆที่มีการแต่งขึ้น เช่น ร้อยแก้ว ร้อยกรอง ซึ่งเป็นการแสดงออกถึงศิลปะในการใช้ภาษาในการเล่าเรื่องหรือดำเนินเรื่อง โดยใช้การเรียบเรียงถ้อยคำหรือภาษาอย่างสละสลวยและเหมาะสม เพื่อถ่ายทอดอารมณ์ผู้ประพันธ์ หรือเข้าถึง อารมณ์ของตัวละครและบทนั้นๆ

ศิลปะ ด้าน วิจิตรศิลป์ จิตรศิลป์ดนตรี

8. ดนตรีและนาฏศิลป์ คำว่า ดนตรี คือ ศิลปะการที่แสดงออกมาโดยการเรียบเรียงเสียงต่ำเสียงสูง ใช้ความรู้สึกและจินตนาการ สร้างสรรค์และมีการผสมผสานกันอย่างลงตัวผ่านเครื่องดนตรีชนิดๆต่างๆ ทำให้เกิดความสนุกสนานและไพเราะ 

คำว่า นาฏศิลป์ คือ การแสดงออกทางลีลาท่าทางการรำ การฟ้อน การแสดงที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อความสวยงาม ความพอใจ ทั้งแก่ผู้ชม และผู้แสดง 

งานศิลปะประเภทจิตรกรรม ประติมากรรม สถาปัตยกรรม ภาพพิมพ์ สื่อพิมพ์ และ ศิลปะถ่ายรูป เป็นศิลปะที่เรารับรู้และชื่นชมได้โดยใช้ประสาทสัมผัสด้วยการมองเห็นทางตา เราจะเรียกรวมศิลปะทั้ง 6 นี้ว่า ทัศนศิลป์ ส่วนศิลปะประเภท วรรณกรรม และ ดนตรีนาฏศิลป์เรียกว่า โสตทัศนศิลป์ นั้นเอง

ทำความรู้จักกับ ทัศนศิลป์

ศิลปะ ด้าน วิจิตรศิลป์ ทัศนศิลป์

ทัศนศิลป์ คือ กระบวนการการถ่ายทอดผลงานทางศิลปะ การทำงานศิลปะอย่างมีจินตนาการ มีความคิดสร้างสรรค์ จัดระบบระเบียบงานเป็นขั้นตอน การสร้างสรรค์อย่างมีประสิทธิภาพและสวยงาม มีการปฏิบัติงานตามแผน หรือพัฒนาผลงานให้มีคุณภาพขึ้นอย่างต่อเนื่อง 

ทัศนศิลป์ เป็นศิลปะที่มองเห็นได้ การรับรู้ทางส่วนประสาท โดยการมองเห็น วัตถุ หรือ สรรพสิ่งต่างๆ ที่เข้ามากระทบ รวมถึงมนุยษ์และสัตว์ จะด้วยการหยุดนิ่ง หรือเคลื่อนไหว จะด้วยการปรุงแต่งหรือไม่ก็ตาม ก่อให้เกิดสมมติต่อจิตใจ และ อารมณ์ของมนุยษ์ จะเป็นไปในทางเดียวกันหรือไม่ก็ตาม มีขั้นตอนและกระบวนการในการถ่ายทอดที่มีลักษณะเฉพาะ เป็นการสื่อความหมายของศิลปะที่แตกต่างไปแต่ละมุมมองของแต่ละบุคคล ในงานศิลปะชิ้นเดียวกัน แต่ไร้ขอบเขตทางจินตนาการ ไม่มีข้อบังคับที่แน่นอนขึ้นอยู่กับอารมณ์ของบุคคลที่กำลังสร้างสรรค์ผลงานอยู่ สำหรับทัศนศิลป์ ไม่ว่ารูปแบบใดย่อมมีคุณต่าในตัวผลงานเองเสมอ ผลงงานทัศนศิลป์สามารถแบ่งออกเป็น 2 คุณค่า คือ 

1. คุณค่าทางความงาม เป็นการรวบรวมในเรื่องของความสวยงาม ความประณีต ความละเอียด น่าทึ่ง ประหลาด แปลกหูแปลกตา และสิ่งที่มีคุณงามความดีทำให้ผู้ที่พบเห็นนั้น เกิดความประทับใจ สิ่งเหล่านี้เราเรียกว่า คุณค่าทางความงาม โดยเกณฑ์การวัดของความสวยงามที่อยู่ในทัศนศิลป์ ซึ่งสามารถรับรู้และยอมรับได้ทั่วไป เป็นการผสมผสานของส่วนประกอบต่างๆของความงาม เช่น จุด เส้น รูปร่าง สี แสง เงา พื้นผิว และความกลมกลืน เป็นต้น โดยผู้สร้างสรค์งานทัศนศิลป์จะแสดงผลงงานออกมาตามความรู้สึก ตามเหตุการณ์แต่ละสังคมขึ้นอยู่กับสังคม และวัฒนธรรมในสังคมนั้นๆ 

2. คุณค่าทางเรื่องราว เป็นการแสดงออกถึงเรื่องราวหรือความหมายที่เกี่ยวข้องและจุดประสงค์เพื่อแอบแฝงอยู่ในผลงาน สามารถบอกเนื้อหาสาระสำคัญว่ามีอะไรบ้าง จะไปต่อหรือจบอย่างไร เพราะทัศนศิลป์แต่ละชิ้นจะบอกเรื่องราวต่างๆของมันอยู่ในตัว เราจึงมองเห็นและเข้าใจได้ง่ายกว่าการสร้างผลงานแบบ คุณค่าทางด้านความสวยงาม นั้นเอง

สรุปศิลปะ ด้าน วิจิตรศิลป์ 

เป็นอย่างไรกันบ้างกับความรู้เรื่องของศิลปะวิจิตรศิลป์ในวันนี้ แน่นอนว่าศิลปะนั้นมีหลากหลายประเภท และผลงานที่ถ่ายทอดออกมา นอกจากจะขึ้นอยู่ที่ประโยชน์การใช้งานแล้ว ยังขึ้นอยู่กับอารมณ์ และ จินตนาการของผู้สร้าง ทั้งนี้จะสร้างขึ้นเพื่อความสวยงาม หรือ การใช้งาน หากผลงานมีการปฏิบัติตามแผนขั้นตอนให้ดี ก็จะก่อให้เกิด ผลงานศิลปะที่มีคุณภาพแน่นอน 

สนใจบทความ ศิลปะ

บทความอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง